srikho tv

ข่าวสาร ทั่วไป และวัฒนธรรมท้องถิ่น ประเพณี

วันอังคารที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารีประชุมด่วนผู้นำ 3 จังหวัดชายแดน ไทย- กัมพูชา หารือประเด็นเชื่อมโยงแก๊งคอลเซ็นเตอร์

 




##ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี ประชุมด่วนผู้นำ 3 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา หารือประเด็นเชื่อมโยงแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลังเจ้าหน้าบุกค้นบ้านเป้าหมายพบเครื่องทำพาสปอร์ต และพาสปอร์ตปลอมเป็นจำนวนมาก

ที่ห้องประชุมเหมะบุตร กองบัญชาการกองกำลังสุรนารี ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ พลตรีสมภพ ภาระเวช ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี พร้อมด้วย นายเกรียงศักดิ์ สมจิต รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ พันเอกจิตรกร  จันทร์สว่าง รอง ผอ.กอ.รมน.จังหวัดสุรินทร์ พร้อมด้วยผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเขตชายแดน ผู้บังคับหน่วยทหารในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์ และจังหวัดศรีสะเกษ เพื่อร่วมประชุมหารือกำหนดมาตรการในการแก้ไขปัญหาการก่ออาชญากรรมออนไลน์ และรับทราบถึงสถานการณ์ล่าสุดของบริเวณพื้นที่ชายแดนทั้ง 3 จังหวัด โดยพบว่ามีกลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือกลุ่มทุนสีเทา ยังคงพักอาศัย ณ ฝั่งประเทศฝั่งตรงข้ามชายแดนไทย ทั้ง 3 จุด คือ ช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ ช่องจอม อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ และช่องสายตะกู อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ 






โดยมาตรการเบื้องต้น ปัจจุบันเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยได้มีการตัด และหันเสาสัญญานอินเตอร์เน็ตที่ใช้ข้ามไปยังปอนคาสิโน โอร์เสม็ด ในประเทศกัมพูชาแล้ว อีกทั้งยังพบว่ามีการเคลื่อนไหวภายในที่พักของกลุ่มแก็งคอลเซนเตอร์หรือกลุ่มทุนสีเทา บริเวณด้านหลัง หรือโดยรอบคาสิโนทั้งหมด และได้มีการกั้นด้วยกำแพงสังกะสีปกปิดเจ้าหน้าที่เพื่อไม่ให้สามารถตรวจเห็นความเคลื่อนไหวภายในได้ และมีการจัดเวรเฝ้ายามอย่างเข้มงวดอีกด้วย

ทั้งนี้ล่าสุดเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยได้ทำการช่วยเหลือต่างชาติเป็นชาวจีน 1 นาย ที่ถูกลักพาตัวบังคับให้ทำงานในแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่กระโดดลงจากรถหนีตาย โร่ขอความช่วยเหลือจากตำรวจสุรินทร์  ต่อมาได้มีการขยายผลจนพบที่พักกลุ่มเป้าหมายใช้กบดานเพื่อใช้เป็นสถานที่ทำเอกสารพาสปอร์ตปลอม โดยจากการตรวจค้นสามารถจับกุมผู้ต้องหาเป็นชาวเวียนนามได้ 4 ราย  เครื่องอุปกรณ์ในการจัดทำพาสปอร์ตปลอม และพาสปอร์ของชาวจีนจำนวนหลายเล่ม

ที่ผ่านมากองกำลังสุรนารี ได้ให้ความช่วยเหลือคนไทย และชาวต่างชาติ ที่ถูกหลอกไปทำงานเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในพื้นที่ช่องจอม จากฝั่งกัมพูชา จำนวน 13 ครั้ง สามารถช่วยเหลือได้ 37 ราย เป็นชาวไทย 35 ราย และ ชาวต่างชาติ 2 ราย ดำเนินการแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยร่วมตรวจสอบสัญญาณโทรศัพท์ และอินเตอร์เน็ต ร่วมกับสำนักงาน กสทช. เขต 22, เขต 23 และ หน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ในการตัดสัญณานทั้ง 3 จังหวัดแล้ว

ทั้งนี้แนวโน้มการขยายตัวในพื้นที่กลุ่มทุนสีเทาในพื้นที่ชายแดน ทั้ง 3 จังหวัด พบว่ากลุ่มทุนสีเทาอาศัยผลประโยชน์จากผู้มีอิทธิพล เอื้ออำนวยต่อการดำเนินธุรกิจ และยังคงรักษาสถานะเป็นพื้นพื้นที่ ที่สามารถกระทำผิดได้ต่อไป อย่างไรก็ตามกองกำลังสุรนารีจะได้ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ปกครองจังหวัด ทั้ง 3 จังหวัดในการวางมาตรการเข้มเพื่อเป็นการป้องกัน และปกป้องประเทศชาติให้ดีที่สุด##









วันอังคารที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

  





กองกำลังสุรนารีขานรับนโยบายรัฐบาล ประชุมวางมาตรการปราบปรามสกัดกั้น “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” เข้มปิดกั้นเส้นทางธรรมชาติตามแนวชายแดน การตัด-ปรับเสาสัญญาณโทรมนาคม เพื่อป้องกันและยับยั้งความเสียหายที่จะเกิดขึ้น อย่างเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน

ที่ศูนย์ประสานงานพื้นที่ชายแดน ด่านช่องจอม อำเภอกาบลเชิง จังหวัดสุรินทร์ พันเอกบุญเสริม บุญบำรุง รองผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี เป็นประธานประชุมร่วมกับหน่วยงานฝ่ายมั่นคงต่างๆ โดยมีนายสุทธิโรจน์ เจริญธนะศักดิ์ นายอำเภอกาบเชิง พ.ต.อ. คำพล โนนุช

ผกก.สภ.กาบเชิง กอรมน.จังหวัดสุรินทร์  โทรมนาคม หรือ กสทช.การไฟฟ้าภูมิภาคอำเภอปราสาท ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสุรินทร์ ด่านศุลกากร องค์การบริหารส่วนตำบลกาบเชิง และหน่วยงานที่เกี่ยว เข้าร่วมวางมาตรการในครั้งนี้ เนื่องด้วยปัจจุบัน ปัญหาการหลอกลวงประชาชนให้ไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ได้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านในการส่งแรงงานไปยังประเทศที่ 3 รวมถึงปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยี “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ที่มีการหลอกลวงคนไทยหรือชาวต่างชาติไปทำงาน โดยผ่านช่องทางตรวจคนเข้าเมือง หรือช่องทางธรรมชาติ ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ และก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้เสียหายเป็นวงกว้าง 

กองกำลังสุรนารีจึงได้ประชุมร่วมกันแก้ไขปัญหา เพื่อป้องกันและยับยั้งความเสียหายที่จะเกิดขึ้น อย่างเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจนในระยะเวลาอันสั้น โดยได้กำชับกำลังพลในการลาดตระเวนตรวจสอบเส้นทางธรรมชาติ เพื่อป้องกันการหลบหนีของกลุ่มมิจฉาชีพ และได้มีการการตัดและปรับเสาสัญญาณโทรมนาคม และอินเตอร์เน็ต โดยร่วมกับสำนักงาน กสทช. เขต 22, เขต 23 และ หน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ ทำการบรับทิศทางเสาสัญญาณ เพื่อควบคุมไม่ให้นำไปใช้เป็นเครื่องมือในการก่ออาชญากรรมของกลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่อาศัย หรือหลบซ่อนอยู่ตามแนวตะเข็บชายแดนในเขตประเทศเพื่อนบ้านได้ อีกทั้งในส่วนเรื่องการใช้ไฟฟ้าที่ส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านนั้น ทางหน่วยจะได้นำข้อมูลส่งต่อสภาความมั่นคงแห่งชาติเพื่อพิจารณาเห็นสมควรในการตัดไฟหรือไม่

ทั้งนี้การเคลื่อนไหว ในพื้นที่ชายแดนด้านกัมพูชา อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ และอำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ ที่ผ่านมากองกำลังสุรนารี ได้ให้ความช่วยเหลือคนไทย และชาวต่างชาติที่ถูกหลอกไปทำงานเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในพื้นที่ช่องจอม จากฝั่งประเทศกัมพูชา จำนวน 13 ครั้ง สามารถช่วยเหลือได้ 37 ราย เป็นชาวไทย 35 ราย และ ชาวเวียดนาม 2 ราย 


 





โครงการส่งเสริมประเพณีแกลมอทำบุญสู่ขวัญข้าวของชาวตำบลตรีม

ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๘


องค์การบริหารส่วนตำบลตรีม อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์


 โดยพิศาล เค้ากล้า นายอำเภอศีขรภูมิ เป็นประธานเปิดงาน

มี นายประพงษ์ศักดิ์ วงศ์อนุ  นายกองค์การบริหารส่วนตำบลตรีม

กล่าวรายงาน คณะกรรมการจัดงานและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ในพิธีเปิด โครงการส่งเสริมประเพณีแกลมอทำบุญสู่ขวัญข้าวของชาวตำบลตรีม ประจำปีงบประมาณพ.ศ.๒๕๖๘ ในวันนี้





การเล่นแกลมอของ   ชาวกูย เรียกว่า “แกลมอ” เป็นประเพณีที่มีการปฏิบัติกันมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ โดยมีความเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของคนในครอบครัว อาจจะเกิดจากการไม่สบายในสุขภาพร่างกาย ของปู่ ย่า ตา ยาย พ่อ แม่ ลูก หลาน ซึ่งได้ไปรับการรักษาจากแพทย์แผนปัจจุบันมาแล้วแต่อาการไม่ดีขึ้น จึงมีความเชื่อว่าอาจจะเกิดจากผีหรือเทวดา ผีบรรพบุรุษมาทำให้เกิดอาการไม่สบายนี้ขึ้น จึงอาศัยประเพณีในการ เล่นแกลมอนี้ ชาวตำบล ตรีม อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ เป็น     ชาวกูย กลุ่มหนึ่งที่ยังมีความเชื่อเรื่องผีและ วิญญาณค่อนข้างสูง และอีกหนึ่งความเชื่อเป็นประเพณีที่มีการปฏิบัติกันมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษหลังฤดูเก็บเกี่ยว ข้าวเสร็จจะเป็นพิธีเพื่อเฉลิมฉลอง“บุญกุ้มข้าวใหญ่” หรือบุญสู่ขวัญข้าวนั้น เป็นบุญประเพณีของชาวอีสานที่ แสดงให้เห็นจิตวิญญาณ ของชุมชนที่ดำรงอยู่ด้วยวิถีเกษตรกรรมมาช้านาน เพื่อขอขมาจะได้เป็นสิริมงคลต่อตนเองและครอบครัวให้มีแต่ความผาสุก


องค์การบริหารส่วนตำบลตรีม ได้เห็นความสำคัญของประเพณีและวัฒนธรรมดังกล่าวจึงจัดโครงการ ส่งเสริมประเพณีแกลมอทำบุญสู่ขวัญข้าวของชาวตำบลตรีม ประจำปีงบประมาณพ.ศ.๒๕๖๘ โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้




เพื่อเป็นการอนุรักษ์ และสืบทอดประเพณีที่มีมานานเอาไว้ให้ชนรุ่นหลังให้ปฏิบัติตาม


เพื่อเป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมอันดีงาม การมีส่วนร่วมของชุมชนเกิดความสามัคคี ในชุมชนและเกิดความเสียสละประโยชน์ส่วนตน เพื่อประโยชน์ส่วนรวม


เพื่อเป็นการส่งเสริมประเพณีฮีตสิบสองคลองสิบสี่ เป็นประเพณีการทำบุญที่มีประจำเดือนชาวอีสาน


กิจกรรมที่จัด ประกอบด้วยกิจกรรมดังนี้


พิธีทางศาสนาพระสงฆ์เจริญพุทธมนต์


พิธีสู่ขวัญข้าว


 กิจกรรมสืบสานวัฒธรรมส่งเสริมประเพณีแกลมอรำบวงสรวง (พ่อมด แม่มด) ทั้ง ๑๘ หมู่บ้าน

 ขอเรียนเชิญท่านประธานได้ให้โอวาทและกล่าวเปิดงานโครงการ ส่งเสริมประเพณีแกลมอทำบุญสู่ขวัญข้าวของชาวตำบลตรีม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๔๘





วันศุกร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2568

มณฑลทหารบกที่25 จัดพิธีวางพวงมาลา หน้าอนุสาวรีย์พลตรีหลวงวีรวัฒน์โยธิน เนื่องในวันกองทัพไทย

 




##มณฑลทหารบกที่ 25 จัดพิธีวางพวงมาลา หน้าอนุสาวรีย์พลตรีหลวงวีรวัฒน์โยธิน ผู้ก่อตั้งค่ายวีรวัฒน์โยธินเนื่องในวันกองทัพไทย

วันที่ 18 มกราคม 2568 ที่หน้ากองบังคับการ มณฑลทหารบกที่ 25 พลตรี  ไชยนคร  กิจคณะ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 เป็นประธานในพิธีวางพวงมาลา พานพุ่ม และบรวงสรวงสักการะ พร้อมกล่าวคำสดุดีต่อพระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เนื่องในวันกองทัพบก ประจำปี 2568 เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงกอบกู้เอกราชของชาติไทย









จากนั้นที่บริเวณอนุสาวรีย์พลตรีหลวงวีรวัฒน์โยธิน 25 พลตรี  ไชยนคร  กิจคณะ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25  ได้วางพวงมาลาหน้าอนุสาวรีย์พลตรีหลวงวีรวัฒน์โยธิน ผู้ก่อตั้งค่ายวีรวัฒน์โยธิน เนื่องในวันกองทัพไทย โดยมีกำลังกองกำลังสุรนารี, หน่วยเฉพาะกิจที่ 3 กรมทหารราบที่ 23 ,หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 54 ,โรงพยาบาลค่ายวีรวัฒน์โยธิน ,และหน่วยฝึกนักศึกษาวิชาทหาร สมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา มทบ.25 ร่วมพร้อมใจกันนำพวงมาลาวางสักการะ ทั้งนี้เพื่อเป็นการน้อมรำลึกดวงวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ของเหล่าทหารกล้า ในฐานะ วีรชนผู้ทรงพระคุณอันยิ่งใหญ่ของชาติไทย 

เนื่องจากวันที่ 18 มกราคม ของทุกปี ตรงกับวันกองทัพไทย ถือเป็นวันที่รำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ทรงกอบกู้เอกราชของชาติไทย จึงเป็นวันสำคัญที่กำลังพลในกองทัพทุกนายจะได้ตระหนักถึงภาระหน้าที่ อันสำคัญยิ่งที่จะรักษาหวงแหนปกป้องบ้านเมืองและสืบทอดเจตนารมณ์ของพระองค์ท่าน เพื่อรักษาแผ่นดินนี้ให้เป็นมรดกของลูกหลานไทยสืบไป 







วันพฤหัสบดีที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2568

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มอบเงินค่าผลิตภัณฑ์ไหม ในพิธีทำบุญเนื่องในวันก่อตั้งศูนย์ศิลปาชีพอีสานใต้

 


สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มอบเงินพระราชทานค่าผลิตภัณฑ์ไหม 

ในพิธีทำบุญเนื่องในวันก่อตั้งศูนย์ศิลปาชีพอีสานใต้ จังหวัดสุรินทร์



ที่ ณ ศาลาทรงงาน ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพอีสานใต้ ตำบลนอกเมือง อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์พลตรี ไชยนคร  กิจคณะ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 / ผู้อำนายการศูนย์ประสานสานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และความมั่นคงเขตพื้นที่ฆณฑลทหารบกที่ 25  พร้อมด้วย คุณสายธาร  กิจคณะ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขามณฑลทหารบกที่ 25 สมาชิกทอผ้าไหมตามพระราชเสาวนีย์ สมาชิกสมทบ และหน่วยงานต่างๆ ร่วมทำบุญถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ 9 รูป เนื่องในวันคล้ายวันก่อตั้งศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพอีสานใต้ จังหวัดสุรินทร์ 

จากนั้น พลตรี ไชยนคร  กิจคณะ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 เป็นประธานเปิดกรวยถวายราชสักการะพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง  ในพิธีมอบเงินพระราชทานค่าผลิตภัณฑ์ไหมแก่สมาชิกศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพอีสานใต้ จังหวัดสุรินทร์ ตามที่เจ้าหน้าที่ศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และเจ้าหน้าที่ชุดประสานงานศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพอีสานใต้ จังหวัดสุรินทร์ ได้รวบรวมผลิตภัณฑ์ผ้าไหมของสมาชิก จำนวน 115 ราย ผ้าไหมจำนวน 260 ชิ้น นำส่งจำหน่ายยังกองศิลปาชีพฯ เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2567 ณ ศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิด อำเภอบางประอิน จังหวัดพระนครศรีอยุทธยา เรียบร้อยแล้วนั้น ในการนี้กองศิลปาชีพฯ ได้ประเมินราคาเสร็จเรียบร้อยแล้ว พร้อมโอนเงินค่าผลิตภัณฑ์ผ้าไหม เป็นเงิน จำนวน 1,977,842.50 บาท (หนึ่งล้านเก้าแสนเจ็ดหมื่นเจ็ดพันแปดร้อยสี่สิบสองบาทห้าสิบสตางค์) ให้แก่สมาชิก 









พลตรี ไชยนคร  กิจคณะ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 กล่าวให้โอวาท แก่สมาชิกศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพอีสานใต้จังหวัดสุรินทร์  ถึงการส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรอัตลักษณ์ และสินค้าบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ด้านไหม และพัฒนากลุ่มผู้ผลิตผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน เพื่อเป็นการสีบสาน รักษา ต่อยอด งานในพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อขยายผลโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และสืบสานการทอผ้าไหมไปสู่เยาวชน การอนุรักษ์ภูมิปัญญาการทอผ้าไหมต่อไป

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2537 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำริ สรุปความว่า พื้นที่ภาคอีสานตอนล่าง ยังไม่มีการรวบรวมงานศิลปาชีพ เพื่อให้ราษฎรจังหวัดสุรินทร์ และจังหวัดใกล้เคียงได้เข้ามาฝึกฝนการประกอบอาชีพทางเกษตรกรรม ศิลปาชีพ และหัตถกรรม เพื่อนำไปปฏิบัติและเป็นการเสริมรายได้ให้แก่ราษฎร โดยขอใช้ประโยชน์จากพื้นที่ป่าเปาะโปย มีเนื้อที่ 93 ไร่ 3 งาน ตั้งอยู่ที่บ้านตะตึงไถง ตำบลนอกเมือง อำเภอเมือง จังหวัด สุรินทร์ ใช้ชื่อว่า “ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพอีสานใต้” ครอบคลุมการดำเนินงานในพื้นที่ภาคอีสานตอนล่าง 7 จังหวัด ได้แก่ สุรินทร์, บุรีรัมย์, ศรีสะเกษ, อุบลราชธานี, อำนาจเจริญ, ยโสธร และจังหวัดร้อยเอ็ด