เป็นบล็อกสื่อสารถึง ข่าวสาร วัฒนธรรม ประเพณีท้องถิ่น การกีฬา สร้างสรรสิ่งดีๆให้สังคม
srikho tv
ข่าวสาร ทั่วไป และวัฒนธรรมท้องถิ่น ประเพณี
วันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2565
มทบ.25 ช่วยเหลือประชาชนที่ถูกน้ำท่วมในจังหวัดสุรินทร์
“ มทบ.25 ร่วมบูรณาการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย เร่งระบายน้ำท่วมขังเทศบาลสุรินทร์“
เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2565 เวลา 19.00 - 22.00 น. ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยมณฑลทหารบกที่ 25 ( ร้อย.มทบ.25 ) จัดกำลังพลจำนวน 20 นาย พร้อมยานพาหนะจำนวน 2 คัน ลงพื้นที่เข้าให้การช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัย ในพื้นที่เขตเทศบาลเมืองสุรินทร์ เนื่องจากฝนตกหนักต่อเนื่องเป็นเวลานาน ทำให้เกิดน้ำท่วมขัง รอการระบายในหลายพื้นที่ โดยหน่วยได้จัดกำลังพลอำนวยความสะดวกด้านการจราจร ขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง และช่วยรับส่งประชาชนในการเดินทางไปยังจุดต่างๆในพื้นที่ และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ปัญหาเพื่อระบายน้ำให้เข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว
ในขณะนี้เวลา 8.50 น น้ำได้ลดลงแล้วกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้วครับ
#ศบภ.มทบ.25
#กองทัพภาคที่ 2
คณะสงฆ์ อำเภอบัวเชด ร่วมลงอุโบสถสามัคคีครั้งสุดท้ายก่อนออกพรรษา
คณะสงฆ์อำเภอบัวเชดร่วมลงอุโบสถสามัคคีครั้งสุดท้ายก่อนออกพรรษา ญาติโยมแห่ร่วมทำบุญกว่า1,000 คน คุณหนุงหนิง ดารานักแสดงร่วมทำโรงทาน
วันที่ 25 กันยายน 2565 ที่วัดศิลาอาสนาราม ตำบลสะเดา อำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ คณะพระสงฆ์ฝ่ายมหานิกายจำนวน250 รูป ได้ร่วมพิธีสังฆกรรมลงอุโบสถสามัคคีเป็นครั้งสุดท้ายก่อนออกพรรษา โดยมีพระเทพวชิรญาณโสภณ เจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ฝ่ายธรรมยุต เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ในการถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสงฆ์ และท่านพระครูโอภาสธรรมพิทักษ์ เจ้าคณะอำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ มีนายพิสิทธิ์ ศรีวรานนท์ นายอำเภอบัวเชด เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ร่วมกับกำนันสมบัติ เอ็นดู ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน พร้อมทั้ง นายกฯอบต. ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน อบต. อสม. ทุกหมู่บ้าน และนายชนะชล มูลจันทร์ ประธาน กต.ตร.สภ.บัวเชด
พระครูสันติธรรมมาภินันท์เจ้าอาวาสวัดศิลาอาสนาราม กล่าวว่า พิธีลงอุโบสถในครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะออก พรรษาซึ่งพระสงฆ์ฝ่ายมหานิกายที่จำพรรษาอยู่ในพื้นที่อำเภอบัวเชดทุกรูปจะต้องมาร่วมกันทำสังฆกรรมลงอุโบสถร่วมกัน ถือเป็นธรรมเนียมของพระภิกษุสงฆ์ตามพุทธบัญญัติที่ให้พระภิกษุสงฆ์ผู้จำพรรษาจะต้องทำอุโบสถทุกกึ่งเดือน ถ้าไม่มีเหตุจำเป็นที่มีพุทธานุญาตไว้ จะเว้นหรือขาดการกระทำไม่ได้
ซึ่งอุโบสถสังฆกรรมนี้ต้องทำในเขตสีมาชนิดใดชนิดหนึ่งตามพระวินัย วัดส่วนใหญ่จะมีเขตพัทธสีมาประจำวัด พระภิกษุทั้งวัดต่างร่วมกันทำสังฆกรรมในเขตพันธสีมา แต่ถ้าวัดไหนมีอุโบสถแต่ยังไม่กำหนดเขตพันธสีมาตามพระวินัยท่านถือว่าไม่เหมาะสมในการลงสังฆกรรมอุโบสถ ท่านให้ไปรวมทำสังฆกรรมอุโบสถกับพระสงฆ์หรือวัดที่กำหนดเขตพันธสีมาเรียบร้อยแล้ว
อุโบสถกรรมที่พระภิกษุร่วมกันทำตั้งแต่สี่รูปขึ้นไปเรียกว่า สังฆอุโบสถ ทำเป็นการสงฆ์ ต้องสวดพระปาฏิโมกข์ ในท่ามกลางสงฆ์เป็นหลักของการกระทำ
ถ้าพระภิกษุต่ำกว่า 4 รูป ร่วมกันทำเรียกว่า ปาริสุทธิอุโบสถ ทำเป็นการคณะ ห้ามสวดพระปาติโมกข์ ให้พระภิกษุแต่ละรูปบอกความบริสุทธิ์ของตน ๆ เป็นการปฏิญาณตนต่อกันว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ปราศจากอาบัติโทษ เป็นหลักของการทำ ถ้ามีรูปเดียวเท่านั้นเรียกว่า อธิษฐานอุโบสถ ทำเป็นการบุคคล ทำด้วยอธิษฐานใจตนเอง เป็นหลักของการทำ
สำหรับอุโบสถกรรมทั้งสามอย่างดังกล่าว สังฆอุโบสถเป็นสำคัญยิ่ง และทำกันเป็นหลักสืบต่อกันมา มีระเบียบแบบแผนที่ถือปฏิบัติเป็นหลัก
ทั้งนี้คณะศิษยานุศิษย์ของวัดศิลาอาสนาวนราม ได้ร่วมกับศาสนิกชนทุกตำบลในอำเภอบัวเชด โดยมีท่านนายอำเภอบัวเชดเป็นประธานฝ่ายฆราวาส มีการนำอาหารคาวหวานมาถวายภัตตาหารเพลแด่คณะพระสงฆ์จำนวน 250 รูป และร่วมทำบุญออกโรงทานกว่า 100 โรงทาน
ที้งนี้ คุณหนุงหนิง สิงหราช ดารา/นักแสดง ได้เดินทางมาพร้อมคณะโดยได้ร่วมทำบุญโรงทานน้ำชาเย็น นมเย็น กาแฟเย็น ผัดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปใส่เนื้อไก่ ใส่ไข่ไก่ และแจกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปให้กับญาติโยมที่มาร่วมงานบุญในครั้งนี้อีกด้วย
นายอำเภอบัวเชดพาประชาชนเข้าวัดทำบุญ
นายอำเภอบัวเชด พาประชาชนเข้าวัดทำบุญณ.วัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร
25ก.ย2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ณ วัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร เป็นวัดที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ป่าไม้ สลับกับเทือกเขา เป็นสถานที่เเหล่งท่องเที่ยวเชิงพุทธศาสนสถาน สามารถให้องค์กรหรือหน่วยงานทำกิจกรรมทำบุญปฏิบัติธรรมเป็นหมู่คณะได้ โดยนายพิสิทธิ์ ศรีวรานันท์ นายอำเภอบัวเชด นำ หัวหน้าส่วนราชการ หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ เทศบาลต.บัวเชด องค์การบริหารส่วนตำบลทุกตำบล กำนันผู้ใหญ่บ้านทุกหมู่บ้านเเละประชาชนทั่วไป ร่วมโครงการ"เข้าวัดทำบุญ ในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา"ประจำ2565 โดยมีท่าน พระราชวิสุทธิมุนี (เยื้อน ขันติพโล) เจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ (ธรรมยุต)จำพรรษาอยู่ที่วัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร ได้ทำหน้าที่เผยแพร่พระพุทธศาสนาอบรมสั่งสอนธรรมะ
เพื่อส่งเสริมคุณธรรมของทุกหน่วยงาน สร้างการมีส่วนร่วมในภาคีทั้งรัฐเเละเอกชน โดยอาศัยการขับเคลื่อนพลังบวร วัด บ้าน โรงเรียน ในการสร้างสังคมประเทศชาติมีความสุข สมานฉันท์ มั่นคงด้วยมิติทางศาสนาอย่างยั่งยืน ในห้วงเทศกาลเข้าพรรษา
ณ ที่วัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร ด้วยบรรยากาศสถานที่ร่มรื่นมีทัศนียภาพที่งดงามทำให้เป็นที่นิยม มีนักท่องเที่ยวเเละผู้จิตศรัทธาเดินทางมายัง วัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร ตำบลจรัส อำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ เพื่อดำเนินโครงการส่งเสริมพระพุทธศาสนา
สิ่งที่น่าสนใจ"ภายในวัด”
1. รอยพระพุทธบาท
มีการแกะสลักเป็นรอยพระพุทธบาท ขนาดใหญ่ ขนาดยาว 320 เมตร และกว้าง ช่วงปลายนิ้ว 150 เมตร ช่วงส้นเท้า 70 ซม. ภายในฝ่าพระบาทแกะเป็นตารางขนาด 8 ซม. มีรูปสัตว์นานาชนิดอยู่ภายใน
2. อุโมงค์พญานาค
นักท่องเที่ยวสามารถเดินลอดอุโมงค์เพื่อเดินขึ้นไปบนเขาที่ตั้งวัดได้
3. องค์พระนาคปรกขนาดใหญ่
พระพุทธรูปนาคปรก องค์ใหญ่มีศาลาขนาบสองข้างใกล้หน้าผา
4. เพิงหินตั้งเทินกันบนคอคอดที่ริมหน้าผา เหมือนพระธาตุอินทร์แขวน
บนหน้าผา มีวิวทิวทัศน์ให้ดูสวยงามมาก มีก้อนหินซ้อนเทินกันหมิ่นเหม่รูปทรงแปลกๆ ที่นักถ่ายภาพไม่ควรพลาด เมื่อถ่ายภาพจุใจแล้ว ก็ให้ย้อนลงไปดูแผ่นก้อนหินสลักรอยพระพุทธบาทเป็นฝีมือของขอมโบราณ
วันเสาร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2565
มหกรรมส่งเสริมพัฒนาการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา
พิธีเปิดมหกรรมส่งเสริมพัฒนาการค้าชายแดนไทย -- กัมพูชา
ภายใต้โครงการนำร่องสุรินทร์โมเดลครั้งที่ 2
วันที่ 23 กันยายน 2555 เวลา 14:00 น ณ.ตลาดอาเซียน ตำบลด่าน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์
โดยมี นายอดิเทพ กมลเวชช์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ และนายอนุ โสะเพียะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรมีชัย ราชอาณาจักรกัมพูชา ร่วมกันเป็นประธานในพิธีเปิด มีคณะกรรมการกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ผู้ประกอบการและสื่อมวลชน เข้าร่วมงานในพิธี ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา ผนวกกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด ในปัจจุบัน ถึงแม้ว่าจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่ก็ยังส่งผลกระทบต่อการประกอบธุรกิจ และการดำเนินชีวิตของประชาชน ทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการธุรกิจขนาดใหญ่ ผู้ประกอบการวิสาหกิจ ขนาดกลางและขนาดย่อม พ่อค้าแม่ขายรายเล็ก รวมถึงประชาชนในท้องถิ่นต่างๆ ล้วนแต่ได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า จากสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เกิดปัญหาแรงงานย้ายถิ่น เนื่องจากถูกเลิกจ้างและยังเกิดปัญหาราคาสินค้าทางการเกษตรตกต่ำ
ดังนั้นภาครัฐและภาคเอกชนจึงต้องร่วมมือกันในการพัฒนาเศรษฐกิจ และการค้าชายแดน รวมถึงส่งเสริมด้านการท่องเที่ยว เพื่อสร้างโอกาส ทางการค้าการประกอบอาชีพ นำเงินตราเข้าสู่ท้องถิ่น สร้างรายได้ให้ประชาชน กระผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างมาก ที่คณะกรรมธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร ได้ตระหนักถึงความสำคัญ ในเรื่องดังกล่าว และได้จัดงานมหกรรมส่งเสริมการพัฒนาการค้าชายแดนไทย--กัมพูชา ขึ้น เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจการค้าชายแดนของจังหวัดสุรินทร์ สร้างโอกาสทางการค้าระหว่าง 3 ประเทศ(ไทย กัมพูชา เวียดนาม) และขยายโอกาสทางการตลาดสินค้าและบริการสู่ตลาดประเทศเพื่อนบ้าน อาเซียน รวมทั้งส่งเสริมความรู้ความเข้าใจและเห็นความสำคัญของการนำของดีประจำถิ่นมาพัฒนาและต่อยอดทางการค้า และการเงินพื้นฐาน ขอแสดงความขอบคุณกับทุกภาคส่วนที่ร่วมกันจัดงานในครั้งนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆให้หมดไปและเป็นแม่แบบ ของการจัดงานการพัฒนาเศรษฐกิจการค้าชายแดนที่ด่านอื่นๆอีก 35 ด่าน ทั่วประเทศ
การเปิดงานมหกรรมส่งเสริมการพัฒนาการค้าชายแดน ไทย--กัมพูชา ภายใต้โครงการนำร่องสุรินทร์โมเดลครั้งที่ 2 ท่ามกลางประชาชนทั้งไทยและกัมพูชา ที่เข้ามาจับจ่ายใช้สอย ซื้อสินค้าเครื่องอุปโภคบริโภค เป็นจำนวนมาก
วันพฤหัสบดีที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2565
แซนโฏนตาอำเภอสังขะ
เทศบาลตำบลสังขะสืบสานประเพณีแซนโฎนตา บุญเดือนสิบของชาวไทยเชื้อสายเขมร ที่ลูกหลานจะมารวมตัวกันเพื่อทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษผู้ล่วงลับ
วันที่ 22 กันยายน 2565 เวลา 09.09 น. นายธาตรี สิริรุ่งวนิช นายอำเภอสังขะ เป็นประธานในการประกอบพิธีแซนโฏนตาบูชาบรรพบุรุษ โดยมีนางกิ่งกาญจน์ พัวไพฑูรย์ นายกเทศมนตรีตำบลสังขะ นายเสียง คำแสน รองนายกฯ นายเฉลิมชัย นามม่วง ประธานสภาฯ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการและคณะผู้บริหารส่วนตำบลทั้ง 12 แห่ง ร่วมกันเซ่นไหว้อนุสาวรีย์พระยาสังฆะบุรีศรีนครอัจจะ (เจ้าเมืองสังขะคนแรก) เซ่นไหว้ศาลปะกำช้าง รูปปั้นช้าง และศาลหลักเมืองสังขะ โดยมีหมอปะกำช้างและหมอพราหมณ์ เป็นผู้ประกอบพิธีกรรมดังกล่าว
ทั้งนี้ได้มีการจัดพิธีรำบวงสรวงบูชาบรรพบุรุษจากตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้ง 12 แห่ง จำนวน 300 คน และการแสดงจากโรงเรียนสังขะวิทยาคม วิทยาลัยการอาชีพสังขะ และโรงเรียนสังขะ
ประเพณีวันแซนโฏนตา เป็นวัฒนธรรมคนไทยเชื้อสายเขมร โดยครอบครัวและเครือญาติจะได้กลับมาพบหน้ากัน เพื่อทำบุญให้บรรพบุรุษผู้ล่วงลับ เฉกเช่นเดียวกับ "วันสารทไทย", "วันสารทจีน" และในวัฒนธรรมของชาวเขมรก็มีประเพณี "วันสารทเขมร" หรือที่เรียกกันว่า "ประเพณีแซนโฎนตา"
วันแซนโฎนตา หรือ ไงแซนโฎนตา ตรงกับวันแรม 14 ค่ำ เดือน 10 ของทุกปี คำว่า "ไง" หมายถึง วัน คำว่า "แซน" หมายถึง การเซ่นไหว้ การบวงสรวง คำว่า "โฎน" หมายถึง ย่าหรือยาย คำว่า "ตา" หมายถึง ปู่หรือตา ดังนั้นประเพณีนี้จึงหมายถึง การเซ่นไหว้ปู่ ย่า ตา ยาย หรือบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ถือเป็นวันสารทเดือนสิบของชาวไทยเชื้อสายเขมร ในช่วงเวลานี้ ลูกหลานที่ไปทำงานในพื้นที่ต่าง ๆ จะเดินทางกลับมาหาครอบครัวกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา เพื่อทำบุญอุทิศส่วนกุศลแก่บรรพบุรุษ เป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ
ทั้งนี้ ชาวไทยเชื้อสายเขมรมีความเชื่อว่า เมื่อถึงวันแรม 1 ค่ำ เดือน 10 ประตูยมโลกจะเปิด เพื่อให้ผู้รับกรรมที่อยู่ในนรกได้เดินทางมาเยี่ยมญาติได้ ชาวเขมรจึงจัดทำอาหาร ขนม ข้าวต้ม ในตอนเย็นของวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 10 และพอรุ่งเช้าวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10 ก็จะนำอาหาร ขนม ข้าวต้ม ไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลที่วัด เรียกว่า "วันเบ็นตูจ" โดยเชื่อว่าผีจะออกมาจากยมโลกได้ 15 วัน หลังจากนั้นต้องกลับไปรับกรรมในยมโลกตามเดิม จากวันเบ็นตูจนับไปอีก 15 วัน (นับจากวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 10) จะตรงกับวันแรม 14 ค่ำ เดือน 10 ของทุกปี คือ "วันเบ็นทม" ซึ่งเป็นวันที่ประกอบพิธีแซนโฎนตา อีกส่วนสำคัญคือการเตรียม "บายเบ็ญ" โดยเตรียมอาหาร ผลไม้ หมากพลู บุหรี่ ใส่กระทงเล็ก ๆ หลายใบ และจัดใส่กระทงใบใหญ่สัก 2 ใบ นำมาตั้งไว้นอกรั้วบ้านในวันแรม 15 ค่ำ เพื่อให้ผีที่ไม่มีญาติ การประกอบพิธีแซนโฎนตา แต่ละบ้านจะเตรียมเครื่องเซ่นไหว้ต่าง ๆ ทั้งอาหารคาว-หวาน ผลไม้ อุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อเซ่นไหว้ศาลปู่ตาประจำหมู่บ้าน เซ่นไหว้ศาลพระภูมิประจำบ้าน ประกอบพิธีกรรมแซนโฎนตาที่บ้าน และประกอบพิธีกรรมที่วัด โดยการทำเช่นนี้เพื่อให้บรรพบุรุษรับผลบุญกุศลที่อุทิศไป ทำให้บ่วงกรรมที่มีบรรเทาลง ซึ่งพี่น้องชาวไทยเชื้อสายเขมรยึดถือประเพณีนี้สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน
วันพุธที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2565
เชิญสิ่งของพระราชทาน แก่ราษฎรที่ประสบอัคคีภัย
จังหวัดสุรินทร์ เชิญสิ่งของพระราชทานและกระแสความห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ราษฎรที่ประสบเหตุอัคคีภัยในพื้นที่อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์
วันที่ 21 กันยายน 2565 เวลา 14.00 น.
ประธานกรรมการมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระอุปถัมภ์ประจำจังหวัดสุรินทร์ ได้มอบหมายให้นาย เสริมศักดิ์ สีสัน รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ กรรมการมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ เป็นประธานเชิญสิ่งของพระราชทาน และกระแสความห่วงใยของพระบาทสมพระเจ้าอยู่หัว เพื่อเป็นกำลังใจแก่ ครอบครัวผู้ประสบอัคคีภัย นางสาวรุ่งทิวา ธรรมสุข ราษฎรที่อาศัยในโครงการทับทิมสยาม 04 บ้านเลขที่ 44 หมู่ที่ 10 บ้านทับทิมสยาม04 ตำบลเทพรักษา อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ ที่ประสบภัยพิบัติอัคคีภัย เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2565
ในการนี้ นายธาตรี สิริรุ่งวนิช นายอำเภอสังขะ เป็นผู้กล่าวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงห่วงใยพสกนิกรผู้ประสบอัคคีภัยอย่างหาที่สุดมิได้…
โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ประจำจังหวัดสุรินทร์
หัวหน้าส่วนราชการประจำอำเภอสังขะ
นางสาวศิรินภา พัวพัฒนโชติ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเทพรักษา พร้อมด้วยกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชน ร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียงกัน
รวมทั้งได้มอบเงินช่วยเหลือ และมอบสิ่งของบรรเทาทุกข์ เครื่องอุปโภคบริโภค ให้ผู้ประสบภัยดังกล่าว
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
























































